หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คาร์บูเรเตอร์  (อ่าน 31175 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Aady
โปรฯ
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 569


aady1175@hotmail.comE
ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มิถุนายน 03, 2008, 11:43:38 AM »

*****คาร์บูเรเตอร์เป็นระบบป้อนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยและใช้มานานมา (ประมาณช่วง ค.ศ. ๑๙๐๐ – ค.ศ. ๑๙๘๐) ทำหน้าที่ควบคุมและผสมอากาศกับเชื้อเพลิงก่อนที่จะป้อนเข้าไปยังห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ การทำงานของคาร์บูเรเตอร์เริ่มจากเมื่อเครื่องยนต์หมุน จะก่อให้เกิดแรงดูดให้ส่วนผสมไหลเข้าห้องเผาไหม้ อากาศจะไหลเข้าคาร์บูเรเตอร์ผ่านช่องทางที่มีลักษณะเป็นคอคอดที่เรียกว่า เวนจูริ ทำให้ความเร็วของอากาศเพิ่มขึ้น และความดันที่บริเวณคอคอดจะมีค่าลดลง อากาศจะไหลผ่านลิ้นปีกผีเสื้อ ซึ่งลิ้นปีกผีเสื้อจะเปิดมากหรือน้อยตามการควบคุมของผู้ขับขี่ความดันอากาศที่คอคอดมีค่าต่ำกว่าที่ทางเข้าของคาร์บูเรเตอร์ มีผลทำให้อากาศที่อยู่เหนือระดับน้ำมันในห้องลูกลอย น้ำมันที่ไหลออกมาจะถูกทำให้เป็นละออง และเมื่อกระทบกับกระแสอากาศที่ไหลผ่าน ละอองน้ำมันก็จะผสมกับอากาศ แล้วไหลเข้าท่อไอดี และห้องเผาไหม้ต่อไป
       คาร์บูเรเตอร์ คือ อุปกรณ์ของระบบเชื้อเพลิงอย่างหนึ่ง ติดตั้งอยู่ตรงปากทางท่อร่วมไอดีที่จะเข้ากระบอกสูบ ที่ทำหน้าที่ ผสมอากาศ กับน้ำมันเชื้อเพลิง ใน...ส่วน และปริมาณที่เหมาะสม ตามสภาพการทำงาน ของรอบเครื่องยนต์ แล้วส่งผ่านไปทางท่อร่วมไอดี เข้าสู่กระบอกสูบเครื่องยนต์ เพื่อเผาไหม้ต่อไป
     อัตราส่วนผสม
      ระหว่างน้ำมันเบนซินกับอากาศ อัตราที่เหมาะสม คือ 15 : 1 โดยน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักของน้ำมันน้อยลง เช่น 12 : 1 ก็แสดงว่าส่วนผสมหนา แต่ถ้าอัตราส่วนผสม 18 : 1 ก็แสดงว่าส่วนผสมบาง
    คาร์บูเรเตอร์ที่มีใช้ในรถยนต์มี 2 แบบ คือ
      1. คาร์บูเรเตอร์แบบธรรมดา หรือแบบสุญญากาศเปลี่ยนแปลง
      2. คาร์บูเรเตอร์แบบ เอส.ยู หรือ แบบสุญญากาศคงที่
         
หลักการทำงานของคาร์บูเรเตอร์แบบธรรมดา
      มีหลักการทำงานพื้นฐานเหมือนกระบอกฉีดยาฆ่ายุง เมื่อเราออกแรงดันลูกสูบในกระบอก มันก็จะดันลมให้วิ่งออกทางส่วนปลาย ซึ่งเป็นรูเล็กๆ แรงดันนี้วิ่งผ่านท่อยาฆ่ายุงซึ่งจุ่มลงไปแช่ในกระเปาะเก็บยา ความเร็วของอากาศที่ผ่านท่อทำให้เกิดสุญญากาศดูดน้ำมันออกมาผสมกับอากาศที่ผ่านเป็นฝอยแล้วระเหย ฯลฯ

น้ำมันในท่อฉีดที่ต่อจาก ห้องลูกลอยจะออกมามากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับการเปิดลิ้นเร่ง ซึ่งเท้าผู้ขับเป็นการคนควบคุมอยู่ถ้าต้องการเร่งเครื่องก็เหยียบคันเร่งลง ลิ้นก็เปิดมากถ้าต้องการเบาเครื่องก็ยกเท้าออก
ขณะเครื่องดับไม่มีแรงดูดจากลูกสูบระดับน้ำมันในห้องลูกลอยกับระดับในท่อทางจะอยู่ในระดับเดียวกัน
เนื่องจากว่าการขับรถยนต์ต้องใช้ความเร็วต่างๆ กัน บ้างก็ตาม เร่งแซงทันทีทันได บ้างก็บรรทุกให้ได้มากๆ หรือดช้าขึ้นมาเครื่องติดยากก็ต้องทำให้ติดง่าย สิ่งเหล่านี้ คาร์บูเรเตอร์ได้ถูกออกแบบไว้ครบถ้วน


การทำงานของระบบย่อย คือ
   - ระบบลูกลอย (Float system)
   - ระบบเดินเบาและความเร็วต่ำ (Low speed system)
   - ระบบรอบสูง (High speed system)
   - ระบบกำลัง (Power system)
   - ระบบปั๊มพ์เร่ง (Acceleration system)
   - ระบบโช๊ค (Choke system)

ระบบลูกลอย (Float system)
เป็นระบบควบคุมปริมาณน้ำมัน ในคาร์บูเรเตอร์ ที่ส่งมาจากปั๊มพ์น้ำมันเบนซิน ให้อยู่ในปริมาณที่สมดุลสำหรับการทำงาน


ระบบเดินเบา และความเร็วต่ำ (Low speed system)
ระบบเดินเบา (Idle system) ทำงานด้วยสูญญากาศ จากท่อร่วมไอดี ทำหน้าที่ป้อนส่วนผสม ในขณะที่เครื่องยนต์เดินเบา โดยจะมีช่องนมหนูเดินเบา เป็นตัวจ่ายน้ำมัน และจะมีสกรูปรับช่องนมหนูเดินเบา เพื่อให้เราสามารถปรับตั้ง ปริมาณการจ่ายน้ำมัน รอบเดินเบาได้
ระบบความเร็วต่ำ (Low speed system) คือการเหยียบคันเร่งเล็กน้อย เพื่อเปิดวาล์วปีกผีเสื้อให้กว้างขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ส่วนผสมระหว่างอากาศ กับนมหนูหลัก เคลื่อนตัวผ่านวาล์วปีกผีเสื้อเพิ่มขึ้น

ระบบรอบสูง (High speed system)
     เกิดจากการที่เหยียบคันเร่ง เพื่อเปิดวาล์วปีกผีเสื้อ ให้กว้างมากขึ้น ทำให้มีส่วนผสมระหว่างอากาศ กับน้ำมันเชื้อเพลิง จากนมหนูหลัก เพิ่มมากขึ้น และเคลื่อนตัวเข้าสู่ท่อร่วมไอดีด้วยความเร็วสูง
ระบบกำลัง (Power system)
     ทำหน้าที่ช่วยเสริมกำลัง ให้กับเครื่องยนต์อย่างทันทีทันใด เช่นการเร่งเครื่องยนต์เพื่อแซงรถคันหน้า ผู้ขับขี่ จะเหยียบคันเร่ง เพื่อเปิดวาล์วปีกผีเสื้อ ให้กว้างมากขึ้น ระบบกำลัง จะป้อนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปเสริม เพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ เพื่อทำให้ส่วนผสมหนาขึ้น จะทำให้ได้กำลังเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ต้องการ เมื่อสิ้นสุดความต้องการแล้ว ระบบกำลังจะหยุดการทำงาน
ระบบปั๊มพ์เร่ง (Acceleration system) นอกจากจะมีระบบรอบสูง และระบบกำลัง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าสู่ท่อร่วมไอดีแล้ว ระบบปั๊มพ์เร่ง จะช่วยจ่ายส่วนผสมของน้ำมัน และอากาศ เพิ่มเข้าไปในกรณีที่ มีการเหยียบคันเร่งอย่างทันทีทันใด จะทำให้วาล์วปีกผีเสื้อเปิดขึ้นอย่างกระทันหัน ณ เวลานี้ จะได้ส่วนผสมบางกว่าที่ควรจะเป็น จนเครื่องอาจมีอาการชะงัก ก่อนที่จะเร่งขึ้นได้ในภายหลัง บางครั้ง เครื่องยนต์อาจดับ หรือเกิดอาการที่เรียกว่า "จุดระเบิดย้อนกลับ" (Backfire) เพื่อห้องกันการเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ คาร์บูเรเตอร์ จะมีชุดปั๊มพ์เร่ง เพื่อใช้ฉีดน้ำมันเพิ่มเข้าสู่ระบบ อย่างทันทีทันใด เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรวดเร็ว
ระบบโช๊ค (Choke system)
         เกี่ยวข้องกับเครื่องการสตาร์ทเครื่องยนต์ กล่าวคือ ในวันที่มีอากาศเย็นจัด จะทำให้น้ำมันเชื้อเพลิง ระเหยได้น้อยลง เป็นผลให้ส่วนผสมระหว่างน้ำมัน กับอากาศขณะนั้น บางเกินกว่าที่จะสามารถจุดระเบิดได้
        โช๊คเป็นชุดอุปกรณ์ ที่ติดตั้งอยู่เหนือนมหนูหลัก บริเวณส่วนบนของท่ออากาศคาร์บูเรเตอร์ มีลักษณะคล้ายวาล์วปีกผีเสื้อ เมื่อเราปิดโช๊ค (โช๊คทำงาน) จะทำให้อากาศไหลเข้ามาผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้น้อย จึงเป็นเหตุให้เกิดการดูดน้ำมันจากนมหนูหลัก ออกมามากขึ้น ขณะนี้ ส่วนผสมจึงหนาขึ้น แล้วเคลื่อนตัวเข้าสู่ท่อร่วมไอดี ไปร่วมจุดระเบิดในห้องเผาไหม้ เครื่องยนต์จึงสตาร์ทติด

เรือนคาร์บูเรเตอร์และตำแหน่งติดตั้ง
      ส่วนประกอบที่สำคัญภายนอกของคาร์บูเรเตอร์ได้แก่ ปากคาร์บูเรตอร์สำหรับให้อากาศเข้า และขาปั้มเร่ง สกูรปรับแต่ง ส่วนผสม และปรับแต่ง การทำงานลิ้นเร่งขณะเดินเบา และแขนควบคุมลิ้นเร่งหรือแขนต่อคันเร่ง ใช้สำหรับควบคุมความเร็วของเครื่องยนต์
ตำแหน่งติดตั้งของลูกลอยในคาร์บูเรเตอร์
      เริ่มกันที่การเลือกใช้คาร์บูเรเตอร์ที่เหมาะสมกับการแข่งขัน ส่วนมากจะไม่ใช้คาร์บูเรเตอร์สแตนดาร์ด เพราะที่ติดรถมาส่วนมากจะเป็นแบบสูญญากาศมันจะเร่งช้าไม่ทันใจวัยแรง และมีขนาดเวนจูรี่ (คอคอด) เล็กสำหรับเรดเดอร์คาร์บูเรเตอร์เดิมเป็นของ MIKUNI ขนาด 24 มม. ส่วนรุ่นที่รถแข่งนิยมใช้คือ คาร์บูเรเตอร์ของ NSR 150 SP PROME ยี่ห้อ KEIHIN รุ่น PE ขนาดคอคอด 28 มม ซึ่งเป็นแบบลูกชักลูกเร่งธรรมดาเหมาะที่สุดแล้ว ขนาดที่เลือกใช้หากใหญ่ไปก้ไม่ดีเล็กไปก็ไม่เหมาะ ต้องคำนึงกันถึงห้องเผาไหม้ (ปริมาตรฝาสูบ) ด้วยว่าต้องการเท่าไหร่ ถ้าคาร์บูฯใหญ่ไปห้องเผาไหม้เล็ก ๆ ก็เหลือเผาไหม้ไม่หมดเร่งตัวเปล่าจะดีแต่พอลงพื้นวิ่งแล้วไม่ดี ใหญ่ไปอย่าคิดว่าดี เลือกให้เหมาะสมส่วนใหญ่จะเป็น 28 มม. รุ่นที่นำมาใช้เป็นลูกเร่งกลม ส่วนคาร์บูเรเตอร์ลูกเร่งเหลี่ยมก็มีเอามาใช้เหมือนกันแต่มันเปลือง เปลืองน้ำมันไม่กลัว แต่หมายถึงลูกเร่งจะสึกเร็วยิ่ง 4 จังหวะแรงดูดเยอะพอลูกเร่งสึกแล้วในจะเพี้ยนไปหมดจูนยาก ดังนั้นการใช้งานระยะยาวสู้แบบกลมไม่ได้
คาร์บูเรเตอร์นี่จะต้องมีการเซ็ทอยู่ตลอด อย่างเราปรับไฟใหม่ให้แก่ขึ้นก็ต้องเพิ่มน้ำมันให้พอดี เปลี่ยนแคมใหม่ก็ต้องมาดูว่า เปิด-ปิดเท่าไหร่ เวลาเท่านี้นมหนูเท่านี้พอกินไหม สภาพแวดล้อมอย่างอากาศ
อุณหภูมิ ความชื้น ความสูงจากระดับน้ำทะเลยังมีผลด้วย
     รายละเอียดของการปรับเซ็ทในคาร์บูเรเตอร์นั้นมีอยู่มาก เพราะเต็มไปด้วยชิ้นส่วนที่ต้องทำหน้าที่สัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา การขยับปรับเปลี่ยน ตัวใดตัวหนึ่งอาจจะส่งผลถึงตัวอื่น ๆ และแต่ละตัวก็สามารถที่จะปรับแต่งเพิ่มเติมได้มากมาย ดังนั้นก่อนที่จะลงมือกับมันจึงควรที่จะศึกษา เรื่องการทำงานของคาร์บูเรเตอร์
ให้เสียเข้าใจทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น ส่วนเรื่องของการปรับแต่งเพื่อการแข่งขันนั้นเป็นรายละเอียดที่ต้องได้รับการแนะนำจากผู้รู้อีกที
 -*WinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWinkWink-

บันทึกการเข้า

สาวก HD
June Iron
June IronEagle
Administrator
โปรฯ
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 960


พญานันท์ : www.payanun.com

Punchai_B@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2008, 04:41:40 PM »

...

[ไฟล์แนบถูกลบโดยผู้ดำเนินการ]
บันทึกการเข้า

เรื่องของกู
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 05, 2010, 12:16:00 PM »

 Cheesy Grin Angry Sad Shocked Cool Huh? Tongue Tongue Embarrassed Embarrassed Lips Sealed Cry Cry -*WinkWinkWinkWinkWink- Cheesy Cheesy Cheesy Smiley Smiley
บันทึกการเข้า
B@ll
สมาชิกอาวุโส
****
กระทู้: 321



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2010, 02:46:35 AM »

แล้วไอ้ที่ช่างทั้งหลายเค้าเรียก "นมหนู" มันอยู่ตรงส่วนไหรกาคับอ้ายแอ๊ด
บันทึกการเข้า
บัต_Iron Eagle
Global Moderator
โปรฯ
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 510



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2010, 06:12:36 PM »

แล้วไอ้ที่ช่างทั้งหลายเค้าเรียก "นมหนู" มันอยู่ตรงส่วนไหรกาคับอ้ายแอ๊ด
นมหนูก่ออยู่ตี่.......ใต้ต้องของหนูคับมีหกเต้า  Undecided
เอาแบบแต้น้อ นมหนูของคาร์บูอยู่ในห้องลูกลอย(ตี่สำรองน้ำมันก่อนจ่ายหื้อเครื่องยนต์)หลักๆมีสองตั๋วคับ คือ
1.นมหนูเดินเบา มันจะจ่ายน้ำมันหื้อกับเครื่องยนต์เวลาเฮาบ่าได้บิดคันเร่ง ถ้านมหนูตั๋วนี้มันตั๋นก่อจะทำหื้อเดินเบาในรอบตาๆบ่าได้ เครื่องก่อจะดับติ๊กๆถ้าเบาคันเร่ง
2.นมหนูหลัก มันจะจ่ายน้ำมันตอนเฮาบิดคันเร่ง น้ำมันจะถูกดูดโดยแรงลมจากปากคาร์บูมาผสมกับอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ เวลาเดินเบานมหนูนี้จะถูกปิดโดยเข็มเร่ง เพราะถ้าไม่ปิดไว้น้ำมันก่อจะไหลออกมาตลอดตอนเดินเบาเครื่องก่อจะสะอึกละดับเพราะน้ำมันหนา
  คาร์บูรถใหญ่ๆหรือรถครอบครัวรุ่นใหม่ๆจะเป็นระบบสูญญากาศเป็นตั๋วยกเข็มลูกลอยเพื่อเปิดช่องหื้อน้ำมันถูกดูดผ่านนมหนูหลักขึ้นมา โดยระบบการเร่งเครื่องยนต์จะมีปีกผีเสื้อเป็นตั๋วปิดเปิดอากาศเข้ามาผสมกับน้ำมัน เวลาอากาศไหลผ่านปากของคาร์บูห้องบนหัวของชุดเข็มเร่งซึ่งเป็นช่องว่างก่อจะถูดดูดอากาศออกมาเป็นช่องสูญญากาศ ชุดเข็มเร่งก่อลอยตัวขึ้นเปิดหื้อน้ำมันถูกดูดขึ้นมา
  มีคาร์บูบางรุ่นที่จะมีปั๊มอยู่ข้างๆคาร์บูอยู่ด้วย เพื่อเอาไว้ปั้มน้ำมันขึ้นมาได้จากช่องทางเดินต่างหากมาสู่ปากคาร์บูได้ ซึ่งปั๊มมันจะทำงานได้ในรอบต่ำถึงกลางเท่านั้น พอเฮาบิดคันเร่งจนเกินที่ปั๊มมันกำหนดมันก็จะหยุดของมันเองและไปใช้นมหนูหลักอย่างเดียว ข้อดีของคาร์บูแบบนี้ก็คืออัตราเร่งตั้งแต่รอบต้นถึงกลางจะดีมาก เพราได้น้ำมันจากนมหนูหลักและปั๊มน้ำมันเสริมเข้ามาช่วย คาร์บูแบบนี้เท่าที่ผมเห็นมีอยู่ในฮาร์เล่ย์และวัลแคน รุ่นอื่นผมบ่าฮู้ครับเพราะบ่าเกิยใจ้และยังบ่าเกิยแกะเตื้อ ถึงว่าก่าว่าทำไมฮาร์เลย์มีคาร์บูเดียวมันหยังมาแฮงนัก แต่คาร์บูแบบนี้บ่าดีบิดเล่นเน้อครับเพราะเวลาเฮาบิดน้ำมันมันจะฉีดขึ้นมาจากปัมมาที่ปากคาร์บูเลย ก่อจะทำหื้อน้ำมันท้วมได้









ป.ล.อธิบายเ...๋ยยืดยาวจะมีคนหมั่นอ่านก่อนิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2010, 07:37:47 PM โดย บัต_Iron Eagle » บันทึกการเข้า

สิงห์ทางตรง...หมาน้อยทางโค้ง...
บัต_Iron Eagle
Global Moderator
โปรฯ
*****
เพศ: ชาย
กระทู้: 510



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2010, 08:09:22 PM »

ฮูปคาร์บูเรเตอร์ของวัลแคน
ฮูปบน ตี่หันอยู่ตางลุ่มสุดนะคับคือปั๊มน้ำมันเสริม
ฮูปลุ่ม ตี่เป็นน็อตทองเหลืองนะครับคือ นมหนูหลัก ส่วนนมหนูเดินเบาอยู่ในฮูตี่สีดำข้างๆนมหนูหลักนะคับ


* 3434994407_a8e73393de.jpg (99.47 KB, 375x500 - ดู 21147 ครั้ง.)

* 3434993343_8c9447295f.jpg (111.42 KB, 500x375 - ดู 21117 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2010, 08:16:52 PM โดย บัต_Iron Eagle » บันทึกการเข้า

สิงห์ทางตรง...หมาน้อยทางโค้ง...
nattapong
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2010, 04:24:20 PM »

*****คาร์บูเรเตอร์เป็นระบบป้อนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยและใช้มานานมา (ประมาณช่วง ค.ศ. ๑๙๐๐ – ค.ศ. ๑๙๘๐) ทำหน้าที่ควบคุมและผสมอากาศกับเชื้อเพลิงก่อนที่จะป้อนเข้าไปยังห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ การทำงานของคาร์บูเรเตอร์เริ่มจากเมื่อเครื่องยนต์หมุน จะก่อให้เกิดแรงดูดให้ส่วนผสมไหลเข้าห้องเผาไหม้ อากาศจะไหลเข้าคาร์บูเรเตอร์ผ่านช่องทางที่มีลักษณะเป็นคอคอดที่เรียกว่า เวนจูริ ทำให้ความเร็วของอากาศเพิ่มขึ้น และความดันที่บริเวณคอคอดจะมีค่าลดลง อากาศจะไหลผ่านลิ้นปีกผีเสื้อ ซึ่งลิ้นปีกผีเสื้อจะเปิดมากหรือน้อยตามการควบคุมของผู้ขับขี่ความดันอากาศที่คอคอดมีค่าต่ำกว่าที่ทางเข้าของคาร์บูเรเตอร์ มีผลทำให้อากาศที่อยู่เหนือระดับน้ำมันในห้องลูกลอย น้ำมันที่ไหลออกมาจะถูกทำให้เป็นละออง และเมื่อกระทบกับกระแสอากาศที่ไหลผ่าน ละอองน้ำมันก็จะผสมกับอากาศ แล้วไหลเข้าท่อไอดี และห้องเผาไหม้ต่อไป
       คาร์บูเรเตอร์ คือ อุปกรณ์ของระบบเชื้อเพลิงอย่างหนึ่ง ติดตั้งอยู่ตรงปากทางท่อร่วมไอดีที่จะเข้ากระบอกสูบ ที่ทำหน้าที่ ผสมอากาศ กับน้ำมันเชื้อเพลิง ใน...ส่วน และปริมาณที่เหมาะสม ตามสภาพการทำงาน ของรอบเครื่องยนต์ แล้วส่งผ่านไปทางท่อร่วมไอดี เข้าสู่กระบอกสูบเครื่องยนต์ เพื่อเผาไหม้ต่อไป
     อัตราส่วนผสม
      ระหว่างน้ำมันเบนซินกับอากาศ อัตราที่เหมาะสม คือ 15 : 1 โดยน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักของน้ำมันน้อยลง เช่น 12 : 1 ก็แสดงว่าส่วนผสมหนา แต่ถ้าอัตราส่วนผสม 18 : 1 ก็แสดงว่าส่วนผสมบาง
    คาร์บูเรเตอร์ที่มีใช้ในรถยนต์มี 2 แบบ คือ
      1. คาร์บูเรเตอร์แบบธรรมดา หรือแบบสุญญากาศเปลี่ยนแปลง
      2. คาร์บูเรเตอร์แบบ เอส.ยู หรือ แบบสุญญากาศคงที่
         
หลักการทำงานของคาร์บูเรเตอร์แบบธรรมดา
      มีหลักการทำงานพื้นฐานเหมือนกระบอกฉีดยาฆ่ายุง เมื่อเราออกแรงดันลูกสูบในกระบอก มันก็จะดันลมให้วิ่งออกทางส่วนปลาย ซึ่งเป็นรูเล็กๆ แรงดันนี้วิ่งผ่านท่อยาฆ่ายุงซึ่งจุ่มลงไปแช่ในกระเปาะเก็บยา ความเร็วของอากาศที่ผ่านท่อทำให้เกิดสุญญากาศดูดน้ำมันออกมาผสมกับอากาศที่ผ่านเป็นฝอยแล้วระเหย ฯลฯ

น้ำมันในท่อฉีดที่ต่อจาก ห้องลูกลอยจะออกมามากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับการเปิดลิ้นเร่ง ซึ่งเท้าผู้ขับเป็นการคนควบคุมอยู่ถ้าต้องการเร่งเครื่องก็เหยียบคันเร่งลง ลิ้นก็เปิดมากถ้าต้องการเบาเครื่องก็ยกเท้าออก
ขณะเครื่องดับไม่มีแรงดูดจากลูกสูบระดับน้ำมันในห้องลูกลอยกับระดับในท่อทางจะอยู่ในระดับเดียวกัน
เนื่องจากว่าการขับรถยนต์ต้องใช้ความเร็วต่างๆ กัน บ้างก็ตาม เร่งแซงทันทีทันได บ้างก็บรรทุกให้ได้มากๆ หรือดช้าขึ้นมาเครื่องติดยากก็ต้องทำให้ติดง่าย สิ่งเหล่านี้ คาร์บูเรเตอร์ได้ถูกออกแบบไว้ครบถ้วน


การทำงานของระบบย่อย คือ
   - ระบบลูกลอย (Float system)
   - ระบบเดินเบาและความเร็วต่ำ (Low speed system)
   - ระบบรอบสูง (High speed system)
   - ระบบกำลัง (Power system)
   - ระบบปั๊มพ์เร่ง (Acceleration system)
   - ระบบโช๊ค (Choke system)

ระบบลูกลอย (Float system)
เป็นระบบควบคุมปริมาณน้ำมัน ในคาร์บูเรเตอร์ ที่ส่งมาจากปั๊มพ์น้ำมันเบนซิน ให้อยู่ในปริมาณที่สมดุลสำหรับการทำงาน


ระบบเดินเบา และความเร็วต่ำ (Low speed system)
ระบบเดินเบา (Idle system) ทำงานด้วยสูญญากาศ จากท่อร่วมไอดี ทำหน้าที่ป้อนส่วนผสม ในขณะที่เครื่องยนต์เดินเบา โดยจะมีช่องนมหนูเดินเบา เป็นตัวจ่ายน้ำมัน และจะมีสกรูปรับช่องนมหนูเดินเบา เพื่อให้เราสามารถปรับตั้ง ปริมาณการจ่ายน้ำมัน รอบเดินเบาได้
ระบบความเร็วต่ำ (Low speed system) คือการเหยียบคันเร่งเล็กน้อย เพื่อเปิดวาล์วปีกผีเสื้อให้กว้างขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ส่วนผสมระหว่างอากาศ กับนมหนูหลัก เคลื่อนตัวผ่านวาล์วปีกผีเสื้อเพิ่มขึ้น

ระบบรอบสูง (High speed system)
     เกิดจากการที่เหยียบคันเร่ง เพื่อเปิดวาล์วปีกผีเสื้อ ให้กว้างมากขึ้น ทำให้มีส่วนผสมระหว่างอากาศ กับน้ำมันเชื้อเพลิง จากนมหนูหลัก เพิ่มมากขึ้น และเคลื่อนตัวเข้าสู่ท่อร่วมไอดีด้วยความเร็วสูง
ระบบกำลัง (Power system)
     ทำหน้าที่ช่วยเสริมกำลัง ให้กับเครื่องยนต์อย่างทันทีทันใด เช่นการเร่งเครื่องยนต์เพื่อแซงรถคันหน้า ผู้ขับขี่ จะเหยียบคันเร่ง เพื่อเปิดวาล์วปีกผีเสื้อ ให้กว้างมากขึ้น ระบบกำลัง จะป้อนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปเสริม เพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ เพื่อทำให้ส่วนผสมหนาขึ้น จะทำให้ได้กำลังเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ต้องการ เมื่อสิ้นสุดความต้องการแล้ว ระบบกำลังจะหยุดการทำงาน
ระบบปั๊มพ์เร่ง (Acceleration system) นอกจากจะมีระบบรอบสูง และระบบกำลัง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าสู่ท่อร่วมไอดีแล้ว ระบบปั๊มพ์เร่ง จะช่วยจ่ายส่วนผสมของน้ำมัน และอากาศ เพิ่มเข้าไปในกรณีที่ มีการเหยียบคันเร่งอย่างทันทีทันใด จะทำให้วาล์วปีกผีเสื้อเปิดขึ้นอย่างกระทันหัน ณ เวลานี้ จะได้ส่วนผสมบางกว่าที่ควรจะเป็น จนเครื่องอาจมีอาการชะงัก ก่อนที่จะเร่งขึ้นได้ในภายหลัง บางครั้ง เครื่องยนต์อาจดับ หรือเกิดอาการที่เรียกว่า "จุดระเบิดย้อนกลับ" (Backfire) เพื่อห้องกันการเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ คาร์บูเรเตอร์ จะมีชุดปั๊มพ์เร่ง เพื่อใช้ฉีดน้ำมันเพิ่มเข้าสู่ระบบ อย่างทันทีทันใด เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรวดเร็ว
ระบบโช๊ค (Choke system)
         เกี่ยวข้องกับเครื่องการสตาร์ทเครื่องยนต์ กล่าวคือ ในวันที่มีอากาศเย็นจัด จะทำให้น้ำมันเชื้อเพลิง ระเหยได้น้อยลง เป็นผลให้ส่วนผสมระหว่างน้ำมัน กับอากาศขณะนั้น บางเกินกว่าที่จะสามารถจุดระเบิดได้
        โช๊คเป็นชุดอุปกรณ์ ที่ติดตั้งอยู่เหนือนมหนูหลัก บริเวณส่วนบนของท่ออากาศคาร์บูเรเตอร์ มีลักษณะคล้ายวาล์วปีกผีเสื้อ เมื่อเราปิดโช๊ค (โช๊คทำงาน) จะทำให้อากาศไหลเข้ามาผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้น้อย จึงเป็นเหตุให้เกิดการดูดน้ำมันจากนมหนูหลัก ออกมามากขึ้น ขณะนี้ ส่วนผสมจึงหนาขึ้น แล้วเคลื่อนตัวเข้าสู่ท่อร่วมไอดี ไปร่วมจุดระเบิดในห้องเผาไหม้ เครื่องยนต์จึงสตาร์ทติด

เรือนคาร์บูเรเตอร์และตำแหน่งติดตั้ง
      ส่วนประกอบที่สำคัญภายนอกของคาร์บูเรเตอร์ได้แก่ ปากคาร์บูเรตอร์สำหรับให้อากาศเข้า และขาปั้มเร่ง สกูรปรับแต่ง ส่วนผสม และปรับแต่ง การทำงานลิ้นเร่งขณะเดินเบา และแขนควบคุมลิ้นเร่งหรือแขนต่อคันเร่ง ใช้สำหรับควบคุมความเร็วของเครื่องยนต์
ตำแหน่งติดตั้งของลูกลอยในคาร์บูเรเตอร์
      เริ่มกันที่การเลือกใช้คาร์บูเรเตอร์ที่เหมาะสมกับการแข่งขัน ส่วนมากจะไม่ใช้คาร์บูเรเตอร์สแตนดาร์ด เพราะที่ติดรถมาส่วนมากจะเป็นแบบสูญญากาศมันจะเร่งช้าไม่ทันใจวัยแรง และมีขนาดเวนจูรี่ (คอคอด) เล็กสำหรับเรดเดอร์คาร์บูเรเตอร์เดิมเป็นของ MIKUNI ขนาด 24 มม. ส่วนรุ่นที่รถแข่งนิยมใช้คือ คาร์บูเรเตอร์ของ NSR 150 SP PROME ยี่ห้อ KEIHIN รุ่น PE ขนาดคอคอด 28 มม ซึ่งเป็นแบบลูกชักลูกเร่งธรรมดาเหมาะที่สุดแล้ว ขนาดที่เลือกใช้หากใหญ่ไปก้ไม่ดีเล็กไปก็ไม่เหมาะ ต้องคำนึงกันถึงห้องเผาไหม้ (ปริมาตรฝาสูบ) ด้วยว่าต้องการเท่าไหร่ ถ้าคาร์บูฯใหญ่ไปห้องเผาไหม้เล็ก ๆ ก็เหลือเผาไหม้ไม่หมดเร่งตัวเปล่าจะดีแต่พอลงพื้นวิ่งแล้วไม่ดี ใหญ่ไปอย่าคิดว่าดี เลือกให้เหมาะสมส่วนใหญ่จะเป็น 28 มม. รุ่นที่นำมาใช้เป็นลูกเร่งกลม ส่วนคาร์บูเรเตอร์ลูกเร่งเหลี่ยมก็มีเอามาใช้เหมือนกันแต่มันเปลือง เปลืองน้ำมันไม่กลัว แต่หมายถึงลูกเร่งจะสึกเร็วยิ่ง 4 จังหวะแรงดูดเยอะพอลูกเร่งสึกแล้วในจะเพี้ยนไปหมดจูนยาก ดังนั้นการใช้งานระยะยาวสู้แบบกลมไม่ได้
คาร์บูเรเตอร์นี่จะต้องมีการเซ็ทอยู่ตลอด อย่างเราปรับไฟใหม่ให้แก่ขึ้นก็ต้องเพิ่มน้ำมันให้พอดี เปลี่ยนแคมใหม่ก็ต้องมาดูว่า เปิด-ปิดเท่าไหร่ เวลาเท่านี้นมหนูเท่านี้พอกินไหม สภาพแวดล้อมอย่างอากาศ
อุณหภูมิ ความชื้น ความสูงจากระดับน้ำทะเลยังมีผลด้วย
     รายละเอียดของการปรับเซ็ทในคาร์บูเรเตอร์นั้นมีอยู่มาก เพราะเต็มไปด้วยชิ้นส่วนที่ต้องทำหน้าที่สัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา การขยับปรับเปลี่ยน ตัวใดตัวหนึ่งอาจจะส่งผลถึงตัวอื่น ๆ และแต่ละตัวก็สามารถที่จะปรับแต่งเพิ่มเติมได้มากมาย ดังนั้นก่อนที่จะลงมือกับมันจึงควรที่จะศึกษา เรื่องการทำงานของคาร์บูเรเตอร์
ให้เสียเข้าใจทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น ส่วนเรื่องของการปรับแต่งเพื่อการแข่งขันนั้นเป็นรายละเอียดที่ต้องได้รับการแนะนำจากผู้รู้อีกที
 Angry

 Smiley Smiley  Tongue
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: